5 ธ.ค. 2554

เปรตเดินดิน

เสียงลากมอเตอร์ไซต์ออกจากที่จอดรถดังเอี๊ยดอ๊าด   เราเปิดหน้าต่างหันไปร้องถาม “แม่จะไปไหน “  แม่ตอบเสียงขุ่น บ่งบอกถึงอารมณ์ที่ตนกำลังรู้สึก  “ แม่จะไปบ้านลุง “ เราหัวเราะอย่างนึกขำ เอ่ยปากเน้นน้ำเสียงช้า ๆ ชัด ๆ “ แม่ ! ใครจะดับไฟให้แม่ได้  จะเอาเชื้อไปต่อให้ใคร  มันไม่มีทางดับหรอก   มีแต่จะเพิ่ม คนที่จะดับได้ก็เรานี่หล่ะต้องดับเอง “  คนอายุเกือบ 60 หันมามองหน้าคนอายุ เกือบ 40 ชีวิตที่ผ่านระยะ half life มานานของแม่  จึงไม่ต้องใช้เวลาในการครุ่นคิดนาน   คำพูดจากปากของลูกสาว ทำให้แม่เลื่อนมอไซต์กลับมายังที่เดิม      ดันขาตั้งลง เป็นสัญญาณบอกว่า จะไม่ออกจากบ้านไปไหน ความตั้งใจที่จะนำทุกข์ที่มีไประบายกับลุง ป้า และเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ สิ้นสุุดทันที  เราเห็นโอกาส จึงกล่าวต่อ  “ แม่ ! คนชอบด่า ชอบบ่น ชอบใช้ปากในการระบายอารมณ์ เพราะมันไม่สามารถจะทำให้ความทุกข์ที่มันเก็บไว้บรรเทา  ไอ้หมอนั่นมันทำอะไรไม่ได้  มันโกรธแค้นมากมาย เมื่อไม่มีปัญญาจะทำอะไรได้   ก็ใช้นิสัยแบบผู้หญิงคือระบายด้วยปาก   น่าสมเพทจะตายไป ยิ่งด่ายิ่งแช่งไฟในใจมันก็ยิ่งคุกรุ่น  อีกไม่นานไฟที่มันตั้งใจจะเผาเรา  จะกลายเป็นเผาตัวมันเอง    แม่ยังจะไปเอาเชื้อไฟจากมันมาเผาตัวเองอีก  อโหสิให้มันเถอะ “  สีหน้าแม่่ครุ่นคิด และดูเหมือนว่าแม่จะยอมรับประโยคดังกล่าว แต่ก็อดย้อนตอบลูกสาวกลับไม่ได้ “ ก็บางครั้งมันก็โมโหนี่ “

สาเหตุที่ทำให้แม่โมโหจนแทบฆ่าคนได้  เรื่องมันมีอยู่ว่า   ที่ดินข้างบ้านของเราเป็นที่ดินสาธารณะสำหรับทำถนนอ้อมหมู่บ้าน  แต่เพื่อนบ้านที่อยู่ข้าง ๆ กลับบอกว่าเป็นที่ดินของมัน รวมทั้งที่ดินบ้านของเราและสวนล้วนแล้วแต่เป็นสมบัติบรรพบุรุษมันทั้งสิ้น  แล้วยังบอกว่า ตาของเราที่เสียชีวิตไปแล้ว  มาขอทานอยู่   อยู่ไปอยู่มาตากลับยึดที่ดินพ่อมันเป็นสมบัติ รวมทั้งหลวงยังยึดที่ดินมันเป็นถนนสาธารณะ    หลักฐานยืนยันพูดกันหลายรอบหลายปี  ไอ้เว….นี่มันก็บ้าพูดจาไม่รู้เรื่อง  ชาวบ้านต่างเบื่อหน่าย  เพราะมันเล่นมาปิดถนนทางเดินเอาดื้อ ๆ แจ้งตำรวจหลายรอบก็ยังคงเหมือนเดิม ก็รู้ ๆ กันอยู่  ถึงศักยภาพของตำรวจไทย  ( อย่าคิดว่าด่าเลย เรื่องจริงรับไปเถอะ ) แต่ก็น่าแปลกใจ ช่วงที่ตาเรายังมีชีวิตอยู่ และช่วงที่พ่อยังอยู่กับแม่ที่บ้าน  มันไม่เคยบ้ากล้าทำแบบนี้มาก่อน  อาจจะคิดว่ามีแค่เรากับแม่อยู่กันสองคน  เลยคิดจะยึดที่ดินทั้งหมดเหมือนที่มันเคยทำกับเพื่อนบ้านรายอื่น   สาเหตุนี้ทำให้เกิดการกระทบกระทั่งกันบ่อย ๆ รวมทั้งไม่กี่ชั่วโมงที่ผ่านมา  จนทำให้แม่เกิดอาการสติแตกนั่นเอง

ในบางจังหวะของชีวิต  เรามีโทสะเช่นเดียวกันกับแม่  คำด่าตะโกนข้ามหลังคาบ้าน  คำสาปแช่ง  ที่เพื่อนบ้านเจ้าปัญหาพ่นออกมา  อาการกร่างเดินถือมีดอีโต้  บางครั้งก็ถือปืนแก๊บเดินส่ายไปมา  หรือแม้แต่จ้างหมอผีทำพิธีใส่คุณไสย์  เพราะไม่กล้าจะทำอะไรซึ่ง ๆ หน้า จึงแสดงอาการเหมือนหมาบ้าตลอด   เราเคยนึกอยากปักธูปบนที่ดินสักดอก  ขอทุกสิ่งที่มันทำย้อนเข้าสู่ตัว   แต่เมื่อสติสัมปชัญญะ ครบถ้วนกลับทำให้นึกถึงคำสอนของครูบาอาจารย์ที่ตนนับถือ  พอคิดได้ก็ขำตัวเอง   “ เมื่อรู้ว่าขี้ยังจะเดินเข้าไปเหยียบ   ก้าวข้าวไปหรือเดินเลี่ยง ก็ทำได้ทั้งนั้น  จะทิฐิมานะ ไปเหยียบขี้  ดีแต่จะทำให้ตัวเองเหม็น “ ยิ่งหากย้อนไปดูสภาพของเพื่อนบ้านที่เป็นอยู่  ใจเราอโหสิได้บ่อยขึ้น  อาจเป็นเพราะเสียงร้องไห้กระจองอแงของลูกหลานในบ้าน  เสียงไอเป็นระยะ ๆ  ในตอนดึก เสียงไอแบบนี้บอกว่าสภาพร่างกายมีปัญหาเรื้อรัง   เสียงตะโกนด่าทอกันเอง คำว่านรกอยู่บนดินก็คงสภาพนี้  ยิ่งหากนึกถึงสภาพจิตใจของเจ้าตัวคนละโมภ นึกอยากได้ของคนอื่น  เราท่องจำคำพระองค์หนึ่งไว้ว่า ใจละโมภคือภพของเปรต    เพื่อนบ้านคนนี้อยู่ในสภาพใจเป็นเปรตมาทั้งชีวิต   สภาพแบบนั้นมันคงทุกข์ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็น   นึกถึงคำบอกเล่าของเพื่อนบ้านอีกคน  ที่เคยกระทบกระทั่งกับเปรตเดินดินเล่าว่า  หมอดูทำนาย อีกไม่นาน เปรตตัวนี้จะแพ้ภัยตนเอง  นี่ขนาดอยู่ในสภาพร่างกายเป็นคนยังเฮี้ยนขนาดนี้  ตายเป็นผีเมื่อไหร่  เสียงด่าทอคงเป็นเสียงโหยหวลชวนขนหัวลุก เราคงจะต่องท่องคำว่าอโหสิกรรมติดปากไว้เลยหล่ะ !   สาธุ ! ขอให้เลิกแล้วต่อกัน