14 ส.ค. 2555

ทำไปเพราะใจรัก

แล้วเรื่องดี ๆ ก็เกิดขึ้นจนได้    เมื่อโอกาสวิ่งมาชนโครมเข้าให้   ในช่วงเย็นหลังเลิกเรียนของวันหนึ่ง  คุณครูซึ่งเป็นทั้งเพื่อนร่วมงานและเหมือนเป็นแม่อีกคนของเรา   ได้เข้ามาคะยั้นคะยอให้เราส่งผลงานเข้าร่วมกิจกรรมครูรักการอ่าน   เหตุผลที่ท่านอยากให้ส่ง  เนื่องจากเรามีอายุงานพอที่จะทำผลงานวิชาการ  ซึ่งการส่งผลงานเข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้   จะส่งผลให้เราได้เกียรติบัตร  เป็นสิ่งการันตีในความสามารถพอจะยื่นส่งผลงานได้   เราเองไม่อยากขัดใจ  จึงตอบส่ง ๆ ไป  กะว่าประเดี๋ยวท่านก็คงลืม

2011-09-25 00.58.29
หนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ขณะที่เรากำลังพาเด็ก ๆ ซ้อมวอลเล่ย์หลังเลิกเรียน  คุณครูคนเดิม ก็วิ่งกระหืดกระหอบมาแจ้งว่า   พรุ่งนี้กรรมการจะออกประเมิน  ให้เราเตรียมผลงานรอรับการประเมิน  เราอึ้งอยู่ครู่ใหญ่   ขณะนี้เวลา 6 โมงเย็น  มันยังมีเวลาอีกกี่ชั่วโมงนะ  พอที่จะได้เตรียมผลงานได้ทัน   เมื่อได้รับคำยืนยันว่า  ส่งรายชื่อของเราเข้าร่วมกิจกรรมนี้จริง และกรรมการจะมาประเมินในวันพรุ่งนี้  เราก็เริ่มวางแผนการทำงาน  แต่ก็ยังเล่นวอลเล่ย์บอลกับเด็ก ๆ ต่ออีกพักใหญ่ ๆ
กว่าจะทำธุระส่วนตัวเสร็จ ก้เกือบสองทุ่ม เราเริ่มค้นเกณฑ์ประเมิน ครูรักการอ่าน เมื่ออ่านเกณฑ์ จบ  เราแอบยิ้มกริ่ม  เรื่องนี้เรื่องเล็ก  หากกรรมการทำตามเกณฑ์ประเมินจริง  เราผ่านฉลุยแน่นอน แต่สิ่งที่แอบกังวลใจเล็ก ๆ คือ เรื่องของการประหม่าในช่วงนำเสนอ  เด็กขี้อายที่แอบโตมาในร่างของผู้ใหญ่  มันเริ่มแสดงอิทธิฤทธิ์ทันที
ความมั่นใจในเรื่องที่เราสามารถผ่านเกณฑ์การประเมินได้ง่าย ๆ เพราะเรามั่นใจในเรื่องการอ่าน ที่สำคัญ เราใช้ weblog บันทึกทุกความรู้จากการอ่าน  แล้วแชร์ผ่าน Social network ทุกครั้ง  ดังนั้น บันทึกการอ่านที่เป็นหลักฐาน  มันอยู่บนโลกออนไลน์ทั้งหมด เราสามารถนำความรู้เหล่านี้มานำเสนอได้ทันที่  เนื่องจากใจรักในเรื่องของ weblog อยู่แล้ว  และอยากนำความรู้เหล่านี้ ร่วมแบ่งปัน ดังนั้น เด็กหญิงขี้อาย รู้สึกอยากที่จะออกจากมุมซ่อนตัว  อยากเล่า อยากจะบอก อยากจะนำเสนอ  ด้วยคิดว่า สิ่งนี้อาจจะเป็นประโยชน์กับใครบางคนบนโลกนี้ก็เป็นได้
เมื่อใจรักทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยดี  แต่เมื่อถึงรอบที่ต้องนำเสนอในระดับเขตพื้นที่การศึกษา คนเข้าชมก็เริ่มมากขึ้น  นึกประหม่า จึงหาหมุมหลบนั่งคิดทบทวน  นี่เป็นก้าวแรกที่เรามีเวที นำเสนอสิ่งที่ใจรัก  นี่เป็นโอกาสที่วิ่งมาชนตูมเข้าอย่างจัง   ครั้งนี้เรามีเวทีเล็ก ๆ ได้แสดงความสามารถ  และหลังจากนี้ต่อไป  เราอาจได้มีเวทีที่ที่กว้างขึ้น   ได้นำความสามารถจากใจรักเหล่านี้  ร่วมแบ่งปัน  ทำประโยชน์ให้กับเพื่อนร่วมอาชีพก็เป็นได้    
เมื่อเรากล่าวนำเสนอจบ  ได้ยินเสียงกรรมการท่านหนึ่งกล่าวชม “ คุณครูเก่งมากครับ “ ใจพองโตจนคับอก แค่คำ  คำนี้  เด็กขี้อายเริ่มมั่นใจที่จะก้าวออกมายืนด้านหน้า  และสามารถตอบปัญหาในแบบฉบับของตนเองได้จนจบทุกคำถาม 
รอบข้าง คู่แข่งเป็นอย่างไร  ผลจะออกมาในรูปแบบใด  เราไม่ต้องการคำตอบ  แต่สิ่งที่ได้ คือสามารถนำเสนอในสิ่งที่ตนเองรัก  นำเสนอความสามารถของตน   ผลการตัดสิน คงต้องแล้วแต่ดุลยพินิจของกรรมการ ซึ่ง แต่ละคนก็ล้วนต่างความคิด  ต่อให้มีเกณฑ์ในการตัดสินเช่นไร  ระบบอุปถัมภ์ ก็ยังคงติดแน่นไม่สามารถละไปจากสังคมไทยได้   เรายอมรับ ผลการตัดสินทุกประการ  ก็บอกแล้วไง ทำไปด้วยใจรัก ….

5 ส.ค. 2555

ท่องจำสำคัญหรือไม่

เสียงท่องบทอาขยาย “วิชาเหมือนสินค้า” ดังเจื้อยแจ้ว  จากนักเรียนห้องข้าง ๆ แว่วเข้ามา   เรายังจำบทอาขยานนี้ได้แม่่น   เพราะเคยท่องทุกเย็นก่อนกลับบ้านตอนอยู่ชั้นประถม  เสียงใส ๆ และบทอาขยายที่ไพเราะ ทำให้เราเผลอทำเสียงฮึมฮำทำจังหวะตามไปด้วย  

 

นักวิชาการรุ่นใหม่ ต่างลงความเห็นว่า ไม่ควรสอนเด็กให้เรียนรู้ด้วยการท่องจำ เพราะนั่นทำให้สมองขาดการพัฒนาด้านกระบวนการคิด    ควรจัดการเรียนการสอนโดยให้เด็ก ๆ ได้พัฒนากระบวนการคิดวิเคราะห์และสังเคราะห์  วิธีการพัฒนาสมองดังกล่าว   มีหลากหลายทฤษฏีที่แตกต่าง   แล้วแต่ช่วงของนักวิชาการคนดัง มีความสามารถและถนัดเรื่องอะไร  บรรดาครูผู้จำเป็นต้องนำหลักการดังกล่าวมาใช้   ก็ต้องทนนั่งฟัง เห็นด้วย และรับมาปฏิบัติ  โดยห้ามมีข้อกังขา  เหตุผลคือ มันเป็นงานวิจัยที่ผ่านการรับรองจากต่างประเทศมาแล้ว   แต่ไม่ได้ผ่านการนำมาใช้จริงในระบบโรงเรียนโดยทั่วไปของไทย   แต่ทว่าต่อให้เปลี่ยนหลักสูตร  เปลี่ยนหลักการ เปลี่ยนนโยบายมากี่สิบรอบ  ครูไทยซะอย่าง  ทำได้อยู่แล้ว

แม่พิมพ์เบี้ยว ๆ อย่างเรา ค้านงานวิจัยนี้โดยสิ้นเชิง  มันเป็นทฤษฏีที่เหยียบถมความคิดของคนโบราณ  นั่นแสดงว่าคนไทยแต่ก่อนเก่า  ที่สอนด้วยการท่องจำแบบนี้  โง่งมหรืออย่างไรกัน   เหตุเพราะ  บทอาขยานหลาย ๆ บท   ศัพท์ภาษาอังกฤษ  ความรู้ทุก ๆ วิชาที่เคยเดินท่องจำก่อนสอบประมวลผล แม้แต่บทสวดมนต์ทุกบทที่เคยท่องบ่น  ถูกประมวลผลเป็นแหล่งขุมทรัพย์แห่งความรู้และความดี  ได้ถูกดึงเอามาใช้ได้ทันท่วงทีในสถานการณ์จำเป็นหลาย ๆ ครั้งในชีวิต    ดังนั้น ต่อให้มีกระบวนการคิดฉลาดหลักแหลมสักปานใด  หากไม่มีพื้นความรู้เดิมไม่มีข้อมูลซึ่งเป็นทรัพยากร    ที่เป็นพื้นฐานให้นำมาพัฒนากระบวนการคิด  พร้อมทั้งเป็นส่วนที่ต่อยอด   ให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เด็กไทยก็ยังคงสอบ O-net ได้ต่ำทุกปีหล่ะน๊า หรือคุณคิดอย่างไรกัน ?