• Breaking News

    เวบบล็อกบันทึกชีวิตธรรมดาของผู้หญิงธรรมดา มิมีสาระ แค่บ้า ๆ บ่น ๆ

    ค้นหา

    14 พ.ย. 2554

    บททดสอบจากฟากฟ้า

    นั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้ทำงานตัวเก่า มองไปรอบ ๆห้อง นึกย้อนนับเวลาการทำงานในอาชีพแม่พิมพ์ของชาติ  มันผ่านมาเกือบ 6 ปีแล้วซินะ  เหตุการณ์ภายใน 6 ปี มีทั้งดีและร้าย แต่ทว่ามักร้ายมากกว่าที่จะเป็นเรื่องดี  เราเหมาะกับอาชีพนี้หรือเปล่าน๊ะ?
    2 วันที่แล้ว มีโอกาสเข้าไปเยี่ยมบ้านของนักเรียนคนหนึ่ง  เหตุเพราะเด็กนักเรียนติด ร ไม่เคยส่งงาน ถามแล้วก็ถามอีก เจ้าตัวขี้เกียจมาก ไม่ใช่แค่ขี้เกียจทำการบ้าน แต่ไม่มีแม้แต่ความรับผิดชอบตนเอง  ทุกวันเสื้อผ้าจะมีคราบขี้ไคลเป็นสายสร้อยคล้ายเครื่องประดับ  เล็บมือเล็บเท้า ดูเหมือนว่าไม่เคยรู้จักมีดตัดเล็บ  กลิ่นตัวเหม็นหึ่ง  พอไปถึงบ้าน ชี้แจงพฤติกรรมของนักเรียนให้ผู้ปกครองรับทราบ  แต่ทว่าเรากลับโดนตอกกลับด้วยคำพูดที่เราต้องอึ้ง  “ หากให้เด็กติด ร แล้วเรียนไม่จบ จะเผาโรงเรียนทิ้งซะเลย “ นี่คือคำพูดของผู้ปกครอง  ความหวังดีที่หอบไปให้  กลับได้รับคืนมายิ่งกว่าแผลของมีดอีโต้ปักทิ่มที่อก 
    ส่วนบ่ายนี้ ในที่ประชุมบุคลากรของโรงเรียน  ท่านผู้บริหารกล่าวถึง การแข่งขันทางวิชาการที่จะมีถึงในอีกไม่กี่วัน  เมื่อชี้แจงถึงรายละเอียดต่าง ๆ เสร็จสิ้น  ผู้บริหารได้กล่าวยกย่องเราในที่ประชุม  ไม่ว่าจะเป็นการทุ่มเทเพื่อลูกศิษย์  ทั้งวิชาการและการกีฬา  แม้ไม่ได้มีความสามารถทางกีฬา  แต่เมื่อได้รับมอบหมาย  ก็ทำถึงที่สุด  แต่ว่าการแข่งขันในปีที่ผ่านมาหลายรายการไม่สามารถส่งเด็กของตนไปได้ในระดับสูงสุด  แต่หน้าที่ปูพื้นฐานให้ช่วงชั้นอื่น ๆ ท่านไม่อยากให้เราท้อถอย  โดยกล่าวว่าตนยังให้กำลังใจ  แต่คำพูดแบบนี้มันเหมือนเข็มเล็ก ๆ ทิ่มลงไปที่แผลเก่า  แผลที่เคยเป็นหนองให้มันทะลักออกมา  อาจเป็นเพราะ จิตที่ขุ่นมัวหรืออาจเพราะความเจ็บจากการสะกิดแผลเก่า  ทำให้เรารู้สึกถึงรอยยิ้มเหยียดจากเพื่อนครูด้วยกันเอง  เพื่อนครูที่เคยมีประโยคที่ทิ่มลงไปในใจเรา “ ไม่ได้ซ้อมอะไรเลย เด็กก็ได้ที่หนึ่งทุกรายการ  ส่วนคนซ้อมไม่เห็นจะชนะอะไรเลย “
    กีฬาเปตองที่โรงเรียนมีชื่อเสียง  ก็เพราะมีครูโง่ ๆ อย่างเราฝึกซ้อมเด็กตั้งแต่ตัวเล็ก ๆ เสียสละเวลาหลังเลิกเรียนบ้าง  เสาร์-อาทิตย์บ้าง มานั่งเฝ้านั่งซ้อมเด็ก ทั้ง ๆ ที่ตนไม่มีความรู้เรื่องกีฬาแม้แต่น้อย   พอฝึกซ้อมเริ่มใช้ได้  เด็กก็ต้องเลื่อนชั้นเข้ามัธยม  โค้ชมัธยมไม่ต้องซ้อม  ก็ชนะได้ง่าย ๆ    ปีที่ผ่านมา ได้เข้าร่วมแข่งขันระดับจังหวัด ได้รับเกียรตบัตรมีหน้ามีตา    แต่ อีบ้าอีบอ อีกคน ซ้อมแทบตาย ซ้อมทุกปี  มีเพียงคำพูดกระแทกแดกดัน  ให้เป็นแผลฝีหนองเรื่อยมา
    งานแข่งขันมหกรรมทางวิชาการ  เป็นงานที่ไม่เคยคิดอยากจะร่วม เพราะแพ้ชนะขึ้นอยู่กับกรรมการทั้งเพ  ใครเถียงเก่ง ก็เถียงเอาไป  รายการไหนมีเจ้าแม่ หรือเจ้าพ่อ อย่าคิดเข้าไปแหยม ดังนั้นครูไม่กี่วันอย่างเรา  อย่าหวังจะเกิด  แต่ก็พยายามทุกปี   คู่แข่งในระดับประถมศึกษาก็มีมาก บางปีมีเด็กตั้งใจ ใฝ่เรียนรู้  ก็มีหวัง  แต่ปีนี้ เด็กนักเรียนใฝ่รู้ใฝ่เรียน การมีผัวและมีเมีย ก่อนคนเป็นครู  ดังนั้นคงเป็นเรื่องยาก  ส่วนระดับมัธยม คู่แข่งแค่  3 โรงแข่งรายการไหน ก็ได้แน่นอน ที่ 1-3   นึกย้อนหาใครสักคนเพื่อจะร่วมการแข่งขัน นึกไม่ออกเลยสักคน  อนาคตอาชีพครู คงไปไม่รุ่งแล้วสิเรา
    หลับตาลง ถอนใจยาว นึกท้อ อยากพักยาว………แต่ทว่า เสียงขออนุญาตเข้าห้องดังขึ้น พร้อมร่างเด็กชายคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น  เด็กชายซึ่งเรียนอยู่นะดับมัธยมศึกษาเดินยิ้มร่าเข้ามา  โดยเข้ามาขอให้เราทำซาวนด์เพลงสำหรับการแข่งขันร้องเพลงไทยลูกทุ่งให้  เรารับปากทำให้พร้อมกล่าวให้กำลังใจ  ก่อนกลับ เด็กนักเรียน ถามถึงรายการที่เราจะส่งเข้าร่วมแข่งขัน  อาจจะเป็นเพราะรอยยิ้มของเราที่ดูแห้งแล้วจนดูเหมือนเด็กจะสังเกตได้  และคำตอบที่ดูเหมือนท้อจนถอดใจ  ทำให้เด็กชายหน้าสวย  กล่าวขึ้นมาหนึ่งประโยคที่ทำให้เราหันมองหน้าอดีตลูกศิษย์อย่างเต็มตา  “ คุณครูขา คุณครูอย่าพึ่งท้อนะคะ  ถ้าคุณครูไม่พยายามสอนหนู  หนูคงไม่สามารถมีวันนี้ได้ หนูมีคุณครูเป็นต้นแบบ โตขึ้นไปหนูจะเป็นครูให้ได้เหมือนคุณครูเลยค่ะ  ใครจะพูดอย่างไรก็ช่าง ครูอย่าท้อนะคะ “ หน้าซื่อ ๆ ตาใส ๆ กับคำพูดจากใจ  ที่ออกจากปากเด็กนักเรียน  เราพึมพำ กล่าวขอบใจเบา ๆ
    เมื่อเด็กชายเดินลับตาไป  บ่อน้ำตาที่ขังไว้มันก็ทะลักออกมาทันที  ประโยคเมื่อกี้ เหมือนน้ำทิพย์ชะโลมแผลที่ช้ำเลือดช้ำหนอง   อาการปวดแสบปวดร้อนและเหมือนโดนมีดกรีดทุเลาลงทันทึ  นึกย้อนไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว……เด็กชายโชค  หรืออาจจะเรียกว่าเด็กหญิงโชคก็ได้  ลูกชาย ที่อยากเป็นลูกสาว อยากเข้าร่วมประกวดร้องเพลงเป็นที่สุด  เนื่องจากเราร้องเพลงไม่เก่ง  จึงพาไปให้คุณครูที่เก่งท่านสอนให้   ถึงแม้ทุกปีจะมีเสียงบ่นบอกว่าส่งประกวดไม่ได้ แต่ 3 ปีที่ได้มีโอกาสสอน  เราผลักดันทุก ๆ วิถีทาง  เมื่ออยู่ระดับชั้นมัธยม  เราก็ยังช่วยเป็นกำลังใจให้ทุกปี  คุณโชค อยากรำมากที่สุุด  ถึงแม้ความสามารถทางสติปัญญาอยู่ในขั้นบกพร่องทางการเรียนรู้  ฟังจังหวะดนตรีไม่ได้  แต่ก็มารำข้าง ๆ เราทุก ๆ ครั้งที่ครูสอน ความมานะพยายามของลูกสาวคนนี้ทำให้เราเทใจอดทนสอน และให้กำลังใจตลอดมา  คุณโชค คนที่เพื่อนชายชอบรังแกเป็นที่สุด  เนื่องจากใจที่เป็นหญิงและไม่กล้าแสดงออก จึงมักจะเป็นตัวตลกของเพื่อน ๆ ประจำ เราจะช่วยตอกย้ำทุก ๆ ครั้ง “เพศไหนก็มีความสุขบนโลกนี้ได้” เมื่อปีที่แล้ว ได้มีโอกาสขึ้นประกวดร้องเพลงเป็นปีแรก   ถึงแม้ครูสอนวิชาดนตรีไม่คิดอยากส่ง แต่เรากลับไปกล่อมจนครูยอมส่งคุณโชคเข้าประกวด ด้วยเหตุผลงี่เง่า ที่เราบอกครูดนตรีไปว่า “ เด็กคนนี้เค้าชื่อโชค  เธอไม่คิดว่าเค้าอาจจะมีโชคบ้างเลยเหรอ “  ผลปรากฏว่าวันนั้นคุณโชคร้องเพลงได้ดีอย่างเหลือเชื่อ ได้รับรางวัลชนะเลิศมาจนได้    หลังประกาศผล  เด็กชายโชคร้องไห้โฮ วิ่งมากอดเราแน่น  
    วันนั้นเราช่วยเค้า ส่วนวันนี้เด็กคนนี้ช่วยเรา    นึกขอบคุณคนบนฟากฟ้า  ที่ส่งนางฟ้าหน้าอกเสริมฟองน้ำคนนี้  เอาน้ำทิพย์จากใจซื่อ ๆ ราดรดรักษาแผลใจให้เรา ก่อนที่แผลมันจะสาหัสมากไปกว่านี้    เมื่อบ่อน้ำตาแห้งสนิทแผลในใจก็แห้งไปเช่นกัน  ขับรถกลับบ้านอย่างสบายอกสบายใจ   หลังไหว้พระเสร็จแล้ว  ก็เอนกายนอน  แต่ทันทีที่หัวถึงหมอน  กลับได้ยินเสียงข้าง ๆ หู “ เอ็งแพ้แล้วหล่ะ “ แพ้เหรอ ? เราแพ้ใคร ลุกขึ้นมานั่งคิด  ทบทวน หาที่มาของประโยคที่ได้ยิน  เหลือบมองไปบนหัวนอน  เห็นหนังสือหลวงพ่อเทียน   พลันสะดุุดความคิด  “ ทุกส่ิ่งไม่แน่นอน มันเป็นอนัตตา “ นั่นสิ เราแพ้จริง ๆ ด้วย  เราทุกข์เพราะโง่เง่า ทุกข์เพราะยึดว่ามันจีรังยั่งยืน  ทุกข์เพราะยึดตัวกู  ของกู  ชื่อเสียงกู หลงละเมอ แล้วบอกว่าตัวเป็นคนปฏิบัติธรรม   อืม… แบบราบคาบ… เปิดหน้าต่างมองไปบนท้องฟ้าที่มืดมิด  นึกตัดพ้อ  คนบนฟากฟ้า  บททดสอบบทนี้มันยากเกินกว่าที่เราจะสอบผ่าน  คงอีกหลายชาติ อีกหลายกับป์หลายกัลป์เลยทีเดียว
      DSC05867

    บทความคอมพิวเตอร์

    Fashion

    Popular

    Beauty

    Recent Post

    Travel